|
โดย อ.อับดุชชะกูร์ บิน ชาฟิอีย์ ดินอะ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสดามุฮัมมัดผู้เจริญรอยตามท่านและผู้ประพฤติดีทุกท่าน ศีลอดคืออะไร
บรรดานักปราชญ์อิสลามได้ให้คำจำกัดความของการถือศีลอด (นิยามในภาษาอาหรับ) ไว้ว่า การถือศีลอดหมายถึงการงดเว้นจากการบริโภค การละเมิดกฎกติกามารยาทและการปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำนับตั้งแต่แสงรุ่งอรุณจนถึงดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า(เวลากลางวัน)
|
กฎกติกามารยาทมีดังนี้ |
|
|
- เงื่อนไขของการถือศีลอด
|
1.นับถือศาสนาอิสลาม 2.บรรลุนิติภาวะ 3.มีความสามารถถือศีลอดได้ 4.มีสติสัมปชัญญะ 5.ไม่ใช่ผู้เดินทาง | |
|
- เงื่อนไขของการถือศีลอดที่ใช้ได้
|
|
1.นับถือศาสนาอิสลาม 2.มีสติสัมปชัญญะ 3.ไม่มีประจำเดือน หรือเลือดหลังคลอด 4.การตั้งเจตนาด้วยความบริสุทธิใจ | |
|
- ความจำเป็นที่สามารถอนุโลมไม่ต้องถือศีลอดได้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติ |
1.เดินทาง 2.ป่วย (ที่นำมาซึ่งความหายนะต่อร่างกาย) 3.หิวหรือกระหายจนเกินไป 4.ถูกบังคับ 5.ผู้ที่ทำงานหนัก 6.ผู้ที่ต้องการช่วยคนจมน้ำ |
โดยผู้ที่ได้รับการอนุโลมไม่ให้ถือศีลอด ในกรณีดังกล่าวทั้ง 6 ข้อแรก ต้องถือศีลอดชดเชยภายหลัง
|
|
7.ตั้งครรภ์ 8.คนที่ให้นมลูก 9.คนชรา |
ส่วนบุคคล 3 กลุ่มหลังดังกล่าวสามารถเลือกระหว่าง การถือศีลอดชดเชยและจ่ายทานชดเชย กล่าวคือ บริจาคอาหารให้คนจนจำนวน 1 มื้อ ต่อ 1 วันที่ขาดไป |
|
สิ่งที่ทำให้การถือศีลอดเป็นโมฆะ และจำเป็นต้องชดเชยนั้นได้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ |
1.เจตนาบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม (โดยไม่มีความจำเป็นทางศาสนา) 2.เจตนาทำให้น้ำอสุจิหลั่งออกมา (จะด้วยวิธีใดก็ตาม) 3.เสียสติ (โดยเป็นบ้าเป็นลมหรือสลบ) 4.เจตนาทำให้สิ่งใดล่วงล้ำเข้าไปภายในอวัยวะที่เป็นรู (เช่นหู จมูกทวารหนักและทวารเบา) 5.เจตนาทำให้อาเจียน 6.ปรากฏมีเลือดประจำเดือน(หัยฎฺ)และเลือดหลังคลอด (นิฟาส) 7.มุรตัด(สิ้นสภาพการเป็นมุสลิม) |
สำหรับผู้ที่เจตนาร่วมประเวณี ในเวลากลางวัน นั้นบุคคลดังกล่าว
จะต้องถือศีลอดชดเชยพร้อมกับการขอไถ่โทษและถูกประจาน (ประกาศให้คนในชุมชนรู้) โดยกระบวนการขอไถ่โทษนั้นจะต้องปฏิบัติดังนี้ ปล่อยทาสหญิงให้เป็นอิสระ 1 คน หรือหากไม่มีความสามารถจะต้อง ถือศีลอดชดเชย 2 เดือนติดต่อกัน หรือหากไม่มีความสามารถอีกก็จะต้อง บริจาคอาหารแก่คนยากจน 60 ทะนาน จำนวนคนละ 1 ทะนาน |
|
สิ่งที่พึงกระทำในการถือศีลอด
|
1.รับประทานอาหารมื้อที่ 2(ประมาณเวลา 02.00น.-04.30น.)ให้ช้าที่สุด 2.รีบละศีลอดด้วยอินทผาลัมก่อนละหมาดมัฆริบ 3. ไม่แปรงฟันหลังเวลาเที่ยง 4.บริจาคทาน 5.อ่านคัมภีร์อัลกุรอาน 6.การปฏิบัติศาสนกิจในมัสยิด 7. ทำดีและละเว้นความชั่วทุกชนิด |
เป้าหมายการถือศีลอด
พระเจ้าได้ตรัสว่า โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย การถือศีลอดได้ถูกกำหนดแก่สูเจ้า ดังที่พระองค์ได้เคยบัญญัติแก่ชนยุคก่อนจากท่าน เพื่อว่าสูเจ้าจะเป็นผู้ที่ยำเกรง (อัลกุรอ่าน บทที่ 2 โองการที่ 183) คำว่าผู้ยำเกรงตามทรรศนะอิสลาม หมายถึงการกระทำความดีและละเว้นความชั่ว อิหม่ามชะฮาบุดดีน ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกอิสลาม ได้อธิบายคำว่า ความดีในหนังสือ (al-Furuk) หน้า 15 ไว้ว่า การกระทำความดีหมายถึงการช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอ การบริจาคทานแก่คนยากจน การให้อาหารแก่ผู้ที่หิวโหย การให้เครื่องนุ่งห่มแก่ผู้ขัดสน การพูดจาไพเราะอ่อนโยนกับทุกคน การให้ความเมตตาต่อผู้คน การปรึกษาหารือซึ่งกันและกัน เพื่อขจัดความขัดแย้งและการทะเลาะวิวาท และอื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวกับความดีทุกชนิด
ท่านศาสดามุฮัมมัดกล่าวว่า การถือศีลอดเป็นโล่ ถ้าหากว่าผู้หนึ่งในพวกท่านถือศีลอดในวันหนึ่งแล้วเขาไม่ทำชั่วและพูดจาหยาบคาย เมื่อมีผู้หนึ่งด่าทอต่อเขาหรือระบายความไม่ดีแก่เขา(ผู้ถือศีลอด) จงกล่าวว่า แท้จริงฉันถือศีลอด
การถือศีลอดคือการขัดเกลาและฝึกฝนวิญญาณของมนุษย์ เกี่ยวกับการอดทน และ มีความพร้อมที่จะเผชิญกับทุกสถานการณ์ ในแนวทางของอัลลอฮฺสุบหานะฮูวะตะอาลา
การถือศีลอดเป็นการรักษาร่างกายทั้งภายนอกและภายใน อีกทั้งยังได้มาซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ นั้นคือ การตักวา (การมีความสำนึกถึงอัลลอฮ หรือ ความเกรงกลัวอัลลอฮ)
มุสลิมถือศีลอดในเดือนรอมฎอนกันจริงหรือ? สังเกตุได้จากในช่วงกลางวันของรอมฎอน มุสลิมจะถือศีลอด และประกอบอาชีพ เพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยยังชีพที่ฮะล้าล(สุจริตตามบทบัญญัติ) ส่วนในตอนกลางคืนมุสลิมจะละหมาดตะรอเวียห์ ขอดุอาอ์(ขอพร) ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ และขอความเมตตาจากพระองค์
เป็นที่น่าเสียดายอย่างมาก ที่มุสลิมบางคนไม่ได้ถือศีลอดตามที่ศาสนากำหนด โดยเขาใช้เวลาเกือบตลอดทั้งวันไปกับการนอน และมีอารมณ์โกรธฉุนเฉียวโดยปราศจากสาเหตุอันควร โดยอ้างว่าเพราะเขาถือศีลอด การถือศีลอดของเขาจึงถือความเกียจคร้านและความฉุนเฉียวในเวลากลางวัน และการอดนอนไปกับสรวลเฮฮาและสิ่งไร้สาระในตอนกลางคืน เป็นการสมควรแล้วหรือ ที่เราจะปล่อยให้เดือนอันประเสริฐ และเต็มไปด้วยความดีงามนี้ผ่านไป ในลักษณะเช่นนี้ปีแล้วปีเล่า เราควรจะได้ฉกฉวยโอกาสแห่งเดือนอันประเสริฐนี้สะสมความดีงามให้มากที่สุด ด้วยการภักดี และขอความเมตตา และขออภัยโทษต่อพระองค์ เพราะไม่แน่ว่าเราจะมีโอกาสได้พบกับรอมฎอนในปีหน้าหรือเปล่า?
ที่มา http://prachatai.wordpress.com/2006/10/09/oct0906muslim/
|