อิสลาม, มุสลิม, อามีน, อิบรอฮีม, ศาสนา, ปรัญชา, พุทธ, คริส, ซิกส์, muslim, islam, culture, religious, ขออาสาทำความดีตลอดไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่ (อ. บรรจง โซ๊ะมณี) หลักปฎิบัติ 5 ประการ
 


มูลนิธิเพื่อคุณธรรม
islamic  mission  foundation
28/2  หมู่ 9  ถนน ประชาร่วมใจ   แขวง ทรายกองดินใต้  เขต คลองสามวา  กรุงเทพมหานคร  10510 
28/2  moo 9  Pracharuamjai Rd.,  Saikongdintai,  Klongsamwa,  Bangkok  10510  Thailand
โทรศัพท์ / Tel. :  02-543-6881-3        โทรสาร / Fax  :  02-916-8716 

                                                                                                                                                                                                                                         ขออาสาทำความดีตลอดไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ( อ. บรรจง โซ๊ะมณี ) โทร. 081-911-4534 มูลนิธิเพื่อคุณธรรม (องค์กรณ์สาธารณประโยชน์)                                                                                                                                                                                                                                         
 




ขออาสาทำความดีตลอดไป 
จนกว่าชีวิตจะหาไม่


อ. บรรจง   โซ๊ะมณี
081-911-4534
มูลนิธิเพื่อคุณธรรม
อีเมล์   kunatum@gmail.com

ท่านสามารถร่วม บริจาค ได้ที่
  ชื่อ   มูลนิธิเพื่อคุณธรรม
  ธนาคาร   กรุงไทย
  สาขา   ศรีนครินทร์
  ประเภท   กระแสรายวัน
  หมายเลข   061-6-01193-8

  •    หน้าแรก   
  •    ประวัติ อ. บรรจง   
  •    สัมภาษ อ.บรรจง จาก108ชีวิตต้องสู้   
  •    แผนที่-มูลนิธิเพื่อคุณธรรม   
  •    ความเป็นมา   
  •    กิจกรรมของมูลนิธิเพื่อคุณธรรม   
  •    ภาระกิจของมูลนิธิเพื่อคุณธรรม   
  •    รายนามคณะกรรมการ   
  •    แนะนำที่มาของ มูลนิธิเพื่อคุณธรรม (ไทย) (vdo)   
  •    แนะนำ มูลนิธิเพื่อคุณธรรม โดย เชคมูฮัมหมัด (vdo)   
  •    TV ออนไลน์ เพื่อคุณธรรม   
  •    ตารางเวลา คลื่น คุณธรรม   
  •    โครงการครอบครัวคุณธรรม   
  •    สมัครสมาชิกครอบครัวคุณธรรม   
  •    วิธีการสั่งจอง ซีดี หรือ ร่วมทำบุญ ออนไลน์   
  •    บริจาค หรือ โอนเงิน   
  •    ยืนยันการโอน   
  •    เกี่ยวกับเรา   
  •    ติดต่อเรา   
  •    ถามตอบ   
  •    รายงาน-สมาชิกคุณธรรม   
  •    ตรวจสอบไปรษณีย์   
  •    test2   
  •    test ดูTV   
  •    test4   

  • ฟังอัลกุรอ่าน  สูเราะฮฺ  1-30  
    ฟังอัลกุรอ่าน  สูเราะฮฺ  31-60
    ฟังอัลกุรอ่าน  สูเราะฮฺ  61-90
    ฟังอัลกุรอ่าน  สูเราะฮฺ  91-114


     

    กิจกรรม
    ของมูลนิธิเพื่อคุณธรรม
    คลิกที่รูปเพื่อดูรายละเอียด


     
    * บทความ *


    แลก link กับเรา
    ตัวอย่าง link ของเรา
    copy  code  html ไปวางในเวปคุณ
    แล้วแจ้งมาที่ อีเมล์ kunatum@gmail.com    
    เพื่อแลกลิ้งกับเรา

     
     
    *
    *
    หลักปฎิบัติ  5 ประการ
    *

    ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ
    ขอความสันติสุข
    จงมีแด่ศาสดามุฮัมมัดและผู้เจริญรอยตามท่านและผู้ประพฤติดีทุกท่าน

    ผู้แต่ง  อ. บรรจง บินกาซัน และ อ. วิทยา วิเศษรัตน์
    หลักปฎิบัติ  5 ประการ
      การยืนยันความศรัทธาด้วยการปฎิบัติ
     ความศรัทธาทั้ง  6 ประการที่กล่าวมา  ก่อนหน้านี้ เป็นหลักการสำคัญพื้นฐานของอิสลามที่มุสลิมจะต้องมี
     อยู่ประจำใจ   แต่ความศรัทธาเพียงอย่างเดียวนั้น ยังไม่เพียงพอ  เพราะในอิสลามความศรัทธาที่แท้จริงนั้น  
     จะต้องแสดงผลของมันออกมาให้เห็นเป็นการปฎิบัติในชีวิตประจำวัน   และเพื่อให้แน่ใจว่า คนที่มีความ
     ศรัทธาในหลักการ   6 ประการดังกล่าวยังคงยืนยันในความศรัทธานั้นอย่างมั่นคง  อัลลอฮฺก็ได้ทรงวาง
     ภารกิจสำคัญให้เขาปฎิบัติ  5 ประการ หรือ ที่เรียกกันว่า  หลักการอิสลาม   5  ประการ นั่นคือ
     1.  การกล่าวปฎิญาณตน  ว่า  "ลาอิลาฮะ  อิลลัลลอฮฺ   มุหัมมัด  รสูลลุลลอฮฺ"  
     (แปลว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และ มุหัมมัดเป็นศาสนฑูตของอัลลอฮฺ") 
     คำปฎิญาณนี้เป็นถ้อยคำ ที่ผู้ยอมรับอิสลามทุกคนจะต้องกล่าวออกมา   เป็นการยืนยันด้วยวาจาว่า 
     ตัวเองมีความศรัทธาดังที่กล่าวมาข้างต้น  และ พร้อมที่จะปฎิบัติตามบทบัญญัติและเงื่อนไขต่างๆ 
     ที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน และ คำสอนของท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ
     อะลัยฮิ วะสัลลัม   ถึงแม้คำปฎิญาณดังกล่าว จะเป็นคำพูดเพียงประโยคสั้นๆ  แต่ถ้อยคำนี้แหละ
     ที่ทำให้ สังคมอาหรับป่าเถื่อน  ในสมัยท่านนบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ต้องเปลี่ยนแปลง
     และ ส่งผลให้อิสลาม ได้กลายเป็น อู่อารยธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก  
     คำปฎิญาณดังกล่าวนี้ หมายความว่า มุสลิมจะไม่ยอม เคารพกราบไหว้ หรือ สักการะบูชา พระเจ้าอื่นใด 
     ไม่ว่าพระเจ้านั้น จะเป็นวัตถุที่มนุษย์ทำขึ้นมา หรือ คนที่อุปโลกน์ตัวเอง  หรือ ถูกอุปโลกน์เป็นพระเจ้า 
     หรือ แม้แต่สิ่งใด  หรือ ใครก็ตามที่อ้างว่าตัวเองมีคุณสมบัติบางอย่าง เหมือนอัลลอฮฺ   แล้วเรียกร้องต้อง
     การให้คนอื่นสักการะบูชาตัวเอง  
     ดังนั้นอิสลาม จึงห้าม มุสลิมแสดงกิริยากราบแบบ มือ และ หัวจรดพื้น แก่วัตถุหรือ บุคคลใดๆ แม้แต่กับ  พ่อแม่ของตัวเอง  เพราะกิริยา การกราบอันถือว่าเป็นกิริยาที่แสดงถึงความสูงสุดในการเคารพสักการะนั้น
     จะถูกสงวนไว้ใช้กับ "อัลลอฮฺ"  ผู้ทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริง  แต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น  
     แต่นั่นมิได้หมายความว่า อิสลามห้ามมิให้เคารพเชื่อฟัง และทำความดีต่อพ่อแม่  การที่อิสลามห้ามกราบ
     ไหว้บูชาวัตถุ และ บุคคลเช่นนั้น  ก็เพราะอิสลามถือว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่ถูกสร้างที่ประเสริฐที่สุด  และ 
      มนุษย์ทุกคน มีฐานะแห่งความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ในสายตาของอัลลอฮฺ  เมื่อมนุษย์เป็นสิ่งที่ถูกสร้าง
     ที่ประเสริฐที่สุดแล้ว    หากมนุษย์ยังไปสักการะบูชาหรือกราบไหว้วัตถุธรรมชาติ หรือ สิ่งประดิษฐ์
     ที่มนุษย์ทำขึ้นมา หรือ สักการะมนุษย์ด้วยกันเองแล้ว  นั่นก็หมายความว่า มนุษย์กำลังลดฐานะแห่งความ
     เป็นมนุษย์ในสายตาของพระองค์ลง  เมื่ออิสลามห้ามสักการะ หรือ กราบไหว้พระเจ้าอื่นใดแล้ว 
     อิสลามก็สั่งให้มุสลิมเคารพภักดีอัลลอฮฺ แต่เพียงพระองค์เดียว  ทั้งนี้เพราะพระองค์เท่านั้นที่ทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริง  ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งในสากลจักรวาลรวมทั้งตัวมนุษย์เองด้วย  และพระองค์ไม่มีผู้ใดมาเป็นภาคีร่วมกับพระองค์
       คำปฎิญาณตอนที่สอง ที่กล่าวว่า  "มหัมมัด เป็น รสูลของอัลลอฮฺ"  นั้นหมายความว่า 
     เมื่อใครยอมรับ อัลลอฮฺว่าเป็นพระเจ้าของเขาแล้ว  เขาจะต้องยอมรับว่า มุหัมมัด เป็น รสูล หรือ
     ผู้นำสารของอัลลอฮฺ (อัลกุรอาน) มาประกาศยังมนุษย์ชาติ และจะต้องเชื่อฟังคำสั่งสอน
     ของ ท่าน นบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ด้วย  เมื่อท่านนบี ประกาศคำปฎิญาณนี้ออกมา  
     ความหมายของคำปฎิญาณนี้  ทำให้บรรดาพวกผู้นำชาวมักกะฮฺ  เริ่มหวั่นวิตกทันที  เพราะคนเหล่านั้นรู้ดี
     ว่าท่าน นบี มุหัมมัด กำลังประกาศให้คนรู้ว่า อัลลอฮฺต่างหากที่เป็นใหญ่ และเป็นผู้ทรงอำนาจ  มิใช่พวก
     หัวหน้าชาวมักกะฮฺ  และถ้าใครยอมรับคำปฎิญาณนี้ ก็หมายความว่า  ความเชื่อ  ศาสนา  ประเพณี 
     วิถีการดำรงชีวิตแบบเก่า  ที่พวกเขาเคยปฎิบัติสืบทอดกันมา  จากบรรพบุรุษจะต้องถูกทำลายลงด้วย 
     นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมพวกหัวหน้าชาวมักกะฮฺ
     ถึงได้ต่อต้าน ท่าน นบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ตั้งแต่ท่านเริ่มประกาศอิสลาม
      2.  การ นมาซ หรือ ละหมาด (ในภาษอาหรับเรียกว่า "เศาะลาฮฺ")  คือ การแสดงความเคารพสักการะ 
     และ การแสดงความขอบคุณต่ออัลลอฮฺซึ่งจะ กระทำวันละ  5 เวลา  คือ
     ตอน รุ่งอรุณ  ตอนบ่าย   ตอนตะวันคล้อย   ตอนหลังดวงอาทิตย์ตกดิน  และ ในยามค่ำคืน   
     โดยในนมาซ ทุกครั้ง มุสลิมทุกคนจะหันหน้าไปทางกะบะฮฺ ซึ่งอยู่ในนครมักกะฮฺ  
      และหน้าที่ในการนมาซนี้ เป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคน  ตั้งแต่เริ่มบรรลุศาสนภาวะ 
     คือ เริ่มมีความรู้สึกทางเพศ (สำหรับผู้ชาย) หรือ เริ่มมีประจำเดือน (สำหรับผู้หญิง)   ซึ่งเป็นวัยที่อิสลาม
     ถือว่าเริ่มเข้าสู่วัยแห่งความเป็นผู้ใหญ่แล้ว      การนมาซเป็นสิ่งยืนยันความศรัทธาที่ปรากฎให้เห็น
     ทางภายนอกได้ชัดเจนที่สุด  เพราะเป็นการปฎิบัติที่มีรูปแบบ  และ คนที่จะดำรงรักษาการนมาซ
     ของตัวเองได้ครบ  5 เวลาต่อวัน นั้น   จะต้องเป็นคนที่มีความผูกพันต่อ อัลลอฮฺ  และ รำลึกถึงพระคุณ
     ของพระองค์อยู่ตลอดเวลา 
           อันที่จริงแล้ว  การปฎิบัติศาสนกิจที่อิสลามกำหนดให้มุสลิมปฎิบัติ  มิได้เป็นพิธีกรรมอันลึกลับ
     ที่ยากต่อการปฎิบัติ  หากแต่เป็นภารกิจที่ปฎิบัติอย่างเปิดเผย   สะดวก และ ง่าย ต่อผู้ปฎิบัติ  การนมาซ
     นอกจากจะมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการแสดงความเคารพภักดี และ เป็นการแสดงความขอบคุณต่ออัลลอฮฺ
     แล้ว   คัมภีร์ อัลกุรอาน ยังได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนอีกว่า 
      "แท้จริงการนมาซจะยับยั้งจากความชั่วช้าและความลามก" ทั้งนี้เนื่องจากคนที่นมาซนั้น
     จะเป็นคนที่รำลึกถึงอัลลอฮฺ  และจะเชื่อว่า อัลลอฮฺทรงเห็นการกระทำของเขาทั้งในที่ลับ และในที่เปิดเผย
     ดังนั้น  ความเกรงกลัวอันนี้จะช่วยยับยั้งเขามิให้ปฎิบัติความชั่ว
        3.  การถือ ศีลอดในเดือนเราะมะฎอน   การถือศีลอดในอิสลาม  คือ การงดเว้นจากการกิน  การดื่ม 
     การเสพ สิ่งต่างๆ  การมีความสัมพันธ์ทางเพศ   ตลอดจนการอดกลั่นอารมณ์ไผ่ต่ำทั้งหลาย  และ
     การนินทาว่าร้ายผู้อื่น ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้น จน ถึง ดวงอาทิตย์ตก 
      การถือศีลอด เป็นหลัก ปฎิบัติอีกประการหนึ่ง   ซึ่งอิสลามกำหนดให้มุสลิมทุกคนที่ศรัทธาในอัลลอฮิ และ มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ทั้งชายและ หญิง มีหน้าที่ต้องปฎิบัติเป็นเวลา  29-30 วัน ในเดือนเราะมะฎอน ซึ่งเป็นเดือนที่เก้าตามปฎิทินอิสลาม
       การถือศีลอด มิได้เพิ่งจะเริ่มมีในสมัยของ ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม แต่มีมา
     ตั้งแต่ก่อนสมัยของท่านเสียอีก  แม้แต่ นบีมูซา(โมเสส)  และ นบีอีซา(เยซู)  ก็เคยถือศีลอดด้วยเช่นกัน  
     คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวยืนยันถึงเรื่องนี้  พร้อมกับบอก วัตถุประสงค์ของการถือศีลอดให้เราทราบว่า 

        ที่การถือศีลอดมีวัตถุประสงค์ ก็เพื่อฝึกมุสลิมให้เกิดความยำเกรงพระเจ้า    ก็เพราะในเวลาปกติ  อัลลอฮฺ
     ทรงอนุมัติให้มุสลิมกินและดื่มได้อย่างเสรี  แต่เมื่อถึงเดือน เราะมะฎอน  เมื่ออัลลอฮฺทรงมีบัญชาให้ละเว้น 
      จากการกินการดื่ม  มุสลิมก็ละเว้นทันที  นี่เป็นบทเรียนที่สอนมุสลิมให้มียำเกรงและเชื่อฟังอัลลอฮฺ
     การถือศีลอดยังเป็นการฝึกให้ผู้ถือศีลอดซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และ พระเจ้า กล่าวคือ  ขณะที่ถือศีลอด
     เขาอาจจะแอบกิน อาหารและดื่มน้ำ ในระหว่างการถือศีลอดก็ได้ โดยไม่มีใครรู้ 
     แต่ด้วยความเชื่อในพระเจ้า ว่า พระองค์ทรงเห็น และ ทรงรู้การกระทำของเขาทั้งในที่ลับและที่แจ้ง 
     ดังนั้นเขาก็จะไม่ทำในสิ่งที่ขัดต่อความสำนึกของตัวเอง  นอกจากนั้นแล้ว  การถือศีลอด
     ยังเป็นการแสดงออก   ถึงความเสมอภาคกันในบรรดาผู้ศรัทธาด้วย  เพราะในเดือนถือศีลอด
     มุสลิมผู้ศรัทธาไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดต่างก็ต้องงดจากการกินการดื่มเหมือนกันหมด

             ความจริงแล้ว  ในระหว่างการถือศีลอดนั้น  การอดอาหารและน้ำ เป็นเพียงมาตรการที่จะช่วยย้ำเตือน
     จิตสำนึกของผู้ถือศีลอดให้ระลึกถึงพระเจ้า  และลดความต้องการทางอารมณ์ให้ต่ำลง 
      ดังนั้นถ้าผู้ใด ถือศีลอดแล้ว ยังคล้อยตามอารมณืไฝ่ต่ำทำความชั่วอยู่   สิ่งที่เขาผู้นั้นจะได้รับ
     จากการถือศีลอดก็คือ  ความหิวกระหายธรรมดาตลอดทั้งวัน 
     ซึ่งไม่มีผลต่อการฝึกฝนหรือการขัดเกลาทางด้านจิตวิญญาณของเขาแต่ประการใด 

            สำหรับคนชราที่ร่างกายอ่อนแอ  ผู้ป่วยที่แพทย์วินิจฉัยแล้ว ว่าการถือศีลอดจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย    กรรมกรที่ทำงานหนักในเหมืองแร่   หญิงมีครรภ์แก่ ก็ได้รับการยกเว้นเช่นกัน   และมิต้องชดใช้  
     แต่มีเงื่อนไขว่า ผู้ที่ได้รับการยกเว้นจะต้องบริจาคอาหารที่ตัวเองกินเป็นประจำหนึ่งมือ  ให้แก่ผู้ยากจน
      เป็น การทดแทน  ในแต่ละวันที่มิได้ถือศีลอด  ในระหว่างการถือศีลอด มุสลิมสามารถกลืนน้ำลายได้
     ถ้าหากว่าน้ำลายนั้นสะอาด และ ไม่มีเศษอาหารติดอยู่ 

      4.   การจ่ายซะกาต  การจ่ายซากาต คือ การจ่ายทรัพย์สินในอัตรที่ศาสนากำหนดไว้  จำนวนหนึ่งจาก
     ทรัพย์สินที่สะสมไว้   เมื่อครบกำหนดเวลา   โดยจะต้องจ่ายทรัพย์สินนี้ให้แก่คนที่มีสิทธิ์รับ  8  จำพวก  
     ตามที่คัมภีร์อัลกุรอานได้กำหนดไว้ อันได้แก่  
       1) คนยากจน     2) คนที่อัตคัตขัดสน       3) คนที่มีหัวใจโน้มมาสู่อิสลาม   
      4) ผู้บริหารการจัดเก็บ และ จ่ายซากาต     5) ไถ่ทาส          6) ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว       
      7) คนพลัดถิ่นหลงทาง     8) ใช้ในหนทางของอัลลอฮฺ  
      ความจริงแล้ว คำว่า "ซะกาต"    โดยทางภาษา แปลว่า  "การซักฟอกการทำให้สะอาดบริสุทธิ์ และ
     การเจริญเติบโต"   และคำว่า  "ซะกาต" นี้ได้ถูกกล่าวควบคู่กับการนมาซในคัมภีร์อัลกุรอาน
     ไม่ต่ำกว่า  20 ครั้ง   ด้วยเหตุนี้  มุสลิมที่ปฎิบัตินมาซแต่ไม่ยอมจ่ายซะกาตนั้น 
     ความเป็นมุสลิมของเขาจึงยังไม่สมบูรณ์
            วัตถุประสงค์ ที่อิสลามกำหนดให้มุสลิมจ่ายซะกาตก็คือ เพื่อเป็นการยืนยันถึงความศรัทธา  
     นอกจากนั้นแล้ว การจ่ายซะกาตก็ยังมีวัตถุประสงค์ เพื่อซักฟอกทรัพย์สิน และ จิตใจ ของผู้จ่าย
     ให้มีความสะอาดบริสุทธิ   ขณะเดียวกันก็เพื่อเป็นการสร้างความเจริญให้แก่สังคมอีกด้วย 
     ที่กล่าวว่า ซะกาต มีวัตถุประสงค์ เพื่อการซักฟอกทรัพย์สิน และจิตใจของผู้จ่ายซะกาต 
     ก็เพราะอิสลามถือว่าทรัพย์สิน  ที่มุสลิมหามาได้นั้น   ถึงแม้ว่าจะหามาด้วยความสุจริตก็ตาม  
     ถ้าหากทรัพย์สินที่สะสมไว้นั้น  ยังไม่ได้นำมาจ่ายซะกาต   ทรัพย์สินนั้นก็ยังไม่บริสุทธิ์ 
             เพราะซะกาตเป็นสิทธิของคน  8 ประเภทดังกล่าว   
     การไม่จ่ายซะกาต ก็คือการยักยอกทรัพย์สินของคนเหล่านั้น 
     ขณะเดียวกัน  การจ่ายซะกาตก็จะช่วยชำระจิตใจของผู้จ่ายให้หมดจดจากความตระหนี่ถี่เหนียว และ  
     ความโลภซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสกปรกทางใจอย่างหนึ่ง 
              หากเรามองหลักการจ่ายซะกาตจากแง่สังคม    เราจะเห็นว่า บรรดาผู้มีสิทธิได้รับซะกาตนั้น
      มักจะเป็นผู้ที่เป็นปัญหาในสังคม    ดังนั้นการนำซะกาตไปให้แก่คนเหล่านี้ จึงเป็นการแก้ไขปัญหา
     สังคมที่ถูกจุด    ขณะเดียวกัน   ถ้าเรามองด้านเศรษฐกิจ  เราจะเห็นว่า ซะกาตจะทำให้คนยากจน
     คน อนาถา ในสังคม มีอำนาจในการซื้อเพิ่มขึ้น  เพราะมีการถ่ายเททรัพย์สินจากคนรวยไปสู่คนจน  
     และเมื่อคนเหล่านี้ มีอำนาจซื้อ ก็จะส่งผลให้มีการผลิต สนองตอบความต้องการ  ทำให้มีการจ้างงาน
     และมีการกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจตามมา
              ดังนั้น จึงอาจพูดได้ว่า การจ่ายซะกาต นอกจากจะเป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาแล้ว   ยังเป็นการแสดงความเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺโดยผ่านการช่วยเหลือสังคมด้วย 

        5. การทำหัจญ์   
      การทำหัจญ์  คือ การเดินทางไปปฎิบัติศาสนกิจ ที่ นคร มักกะฮฺ ในเดือน ซุลฮิจญะฮฺ ตามวันเวลา และ
     สถานที่ที่ถูกกำหนดไว้    หลักการข้อนี้ถือเป็นหน้าที่สำหรับมุสลิมทั้ง ชายและหญิงทุกคน ที่มีความ
     สามารถ ในด้าน ร่างกาย  ทรัพย์สิน  และ เส้นทางการเดินทางที่มีความปลอดภัย 
     หากใครได้ศึกษาถึงประวัติศาสตร์ อิสลามแล้ว  จะพบว่า
     การทำหัจญ์เป็นพิธีกรรมทางศาสนาเก่าแก่ที่มีมาก่อนสมัย นบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม 
     จากหลักฐานในคัมภีร์อัลกุรอาน  การทำหัจญ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อตอนที่ อัลลอฮฺ  ได้บัญชาให้ นบี อิบรอฮีม
     และ อิสมาอีล ผู้เป็น ลูกชาย ร่วมกันสร้าง  "บัยตุลลอฮฺ" (บ้านของอัลลอฮฺ)  ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นสถานที่
     สำหรับการเคารพภักดีต่อพระองค์   เมื่อสร้างเสร็จแล้ว   พระองค์ก็ทรงบัญชาให้นบี อิบรอฮีม เรียกร้อง
     เชิญชวนมนุษย์ชาติให้มาร่วมกันแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ที่บ้านดังกล่าว 
          ดังนั้นในเดือน ซุลฮิจญะฮฺ  ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปฎิทินอิสลาม   มุสลิมทุกชาติ ทุกเผ่าพันธุ์จากทั่วโลกนับล้านคนจะเดินทางไปร่วมกันแสดงความเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺที่บ้านของพระองค์
          หลังจากสมัยของท่าน นบี อิบรอฮีมแล้ว  ด้วยความโง่เขลา และ ความ หลงผิดของผู้คน  รูปแบบของ
     การทำหัจญ์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก  เช่น แทนที่ผู้คนจะเคารพบูชาอัลลอฮฺแต่เพียงพระองค์เดียว  
      พวกเขากลับเอารูปปั้น เทวรูป ต่างๆ ที่พวกเขา บูชา มาตั้งไว้รอบๆ   กะบะฮฺ เพื่อ สักการะบูชา
     ในระหว่างการทำหัจญ์  และในพิธีการเดินรอบ กะบะฮฺนั้น  พวกเขาหลายคนได้เปลือยกาย
     เดินรอบกะบะฮฺ และ อื่นๆ อีกมากมาย ที่ท่าน นบี อิบรอฮีม ไม่ได้ทำแบบอย่างเอาไว้  
           จนกระทั่งมาถึงสมัยของ ท่าน นบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม  หลังจากที่ท่านเข้าพิชิต
     เมือง มักกะฮฺได้แล้ว   ท่านได้สั่งให้ทำลายรูปปั้นบูชาต่างๆ รอบ กะบะฮฺลงจนหมดสิ้น  และท่านได้
     แสดงแบบอย่างการทำหัจญ์ที่ถูกต้อง  ให้บรรดาผู้ที่ศรัทธาในอัลลอฮฺ ได้ปฎิบัติสืบทอดกันมา
     จนถึงปัจจุบัน  ดังนั้นการทำหัจญ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
     จึงเป็น หัจญ์ที่มีแบบอย่างมาจาก ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม 
          หากใครได้ศึกษาถึงรายละเอียดของหลักการ และการประกอบพิธีหัจญ์   เขาจะทราบได้ทันทีว่าหัจญ์
     เป็น บทบัญญัติแห่งศาสนาที่ถูกกำหนด ให้มุสลิมถือปฎิบัติเพื่อยืนยันถึงความศรัทธาต่ออัลลอฮฺ  ที่ต้องอาศัยความเสียสละ ทั้ง ทรัพย์สิน และ เวลา  ความอดทน ทั้งทางด้าน ร่างกาย และ จิตใจ  การให้ อภัย
      และ ความ สำนึก ทางประวัติศษสตร์ ตลอดจน ความศรัทธามั่นต่อพระผู้เป็นเจ้าไปพร้อมๆกัน 
        การทำหัจญ์ นอกจากจะเป็นการแสดงความเคารพภักดี และ ยืนยัน ในความศรัทธาต่อ อัลลอฮฺแล้ว  
     ยังสอนมนุษย์ทุกคน ให้รู้สำนึกว่า  ในสายตาของอัลลอฮฺแล้ว   มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน 
     เพราะในการทำฮัจญ์  ผู้ทำหัจญ์ทุกคนไม่ว่าจะมาจากชนชั้น   เผ่าพันธุ์  ภาษา  หรือ จะมี ฐานะ
     อย่างไรก็ตาม  ทุกคนต้องห่อหุ้มร่างกายด้วยผ้าสีขาวเพียง 2 ชิ้นเหมือนกันหมดทุกคน   จะต้องปฎิบัติพิธี
     การต่างๆเหมือนกันหมด และ ทุกคนต่างก็ประกาศความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺเหมือนกันหมด 
         สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ตั้งแต่ต้น  อาจกล่าวสรุปได้ว่า หลักศรัทธา  6 ประการนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ
     มุสลิมทุกคน   ส่วนหลักปฎิบัติ 5 ประการ ที่อิสลามกำหนดไว้ให้มุสลิมปฎิบัตินั้น
     มิใช่เป็นหลักปฎิบัติทั้งหมดในอิสลาม  หากแต่มันเป็นเพียงวินัยบัญญัติอย่างน้อยที่สุด  ที่อิสลามกำหนด
     ไว้ให้มุสลิมปฎิบัติเพื่อยืนยันถึงความศรัทธาของเขาเท่านั้น   อันที่จริงแล้วอิสลามยังมีบทบัญญัติอื่นๆ 
      ที่กำหนดให้มุสลิมปฎิบัติอีกมากมายที่จะเป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาในทุกย่างก้าวของชีวิต
     
       

     
    ท่านสามารถ ร่วมฟังการบรรยาย ได้ที่
     มูลนิธิเพื่อคุณธรรม  บ้านเลขที่  28/2  หมู่ 9   ถนน ประชาร่วมใจ  
    แขวง ทรายกองดินใต้   เขต คลองสามวา    กรุงเทพฯ    10510
    โทร.   02-543-6881-3     โทรสาร  02-916-8716
     


     สถิติวันนี้ 104 คน
     สถิติเมื่อวาน 107 คน
     สถิติเดือนนี้
    สถิติปีนี้
    สถิติทั้งหมด
    621 คน
    621 คน
    17206 คน
    เริ่มเมื่อ 2008-07-23


     


     


    ชมรายการ โทรทัศน์
    ผ่านดาวเทียม
    TV มุสลิม MV2
    เวลา 02.00 - 06.30 น. ทุกวัน
    วิทยุ คลื่นคุณธรรม 24 ชั่วโมง
      FM  106.25 MHz

     


    ราคาน้ำมันวันนี้


    เรื่องน่าอ่าน-วันนี้
    * อับดุลเราะมานกับเทศกาลปีใหม่

    * มุสลิมกับปีใหม่

    * เคาต์ดาวน์-กันเช่นไร

    * หน้าที่ สามี ต่อ ภรรยา

    * หน้าที่ ภรรยา ต่อ สามี


     
     


    เวบ-บอร์ด
     

    ประวัติสาสตร์


                           
      ? 2000-2005 CompanyName,Inc. All Rights Reserved. Help • Terms/Privacy • accessibility