|
คุณประโยชน์ในการบัญญัติซะกาต ฟิตร์ ซะกาตฟิตร์ ถูกบัญญัติในปีฮิจเราะห์ศักราชที่สองในเดือน รอมฎอน เช่นเดียวกับการถือศีลอด และ จากฮะดิษที่ผ่านมา ชี้ชัดว่าเคล็ดลับ การกำหนดซะกาตฟิตร์ ก็คือสนองความต้องการของผู้ยากไร้และขัดสนให้ได้มีอาหารไว้รับประทาน อย่างสมบูรณ์ และเพื่อสร้างความปิติยินดีแก่พวกเขา จนไม่เกิดความรู้สึกขื่นขม และเดี่ยว ในความ ยากจนและขัดสน ในช่วงเวลา ที่มุสลิมทุกคนต่างก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สวยงาม มีอาหารการกิน อย่างอย่างอิ่มหนำสำราญ เนื่องในการเฉลิมฉลองวันอีด ซึ่งมีอยู่ในความหมายของการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และอาทร ต่อกันของมวลมุสลิมนั่นเอง และการจ่ายซะกาตฟิตร์ยังเป็นการนำตนให้เข้าใกล้ชิด อัลเลาะห์ตาอาลา อีกด้วย และเป็นการขจัดความผิดต่างๆที่ผู้ถือศีลอด อาจกระทำขึ้น ขณะถือศีลอด เพราะผลของความดีนั้น ย่อมลบล้างความชั่วออกไปได้
|
ท่าน วะเกียะอ์ ได้กล่าวว่า ซะกาตฟิตร์สำหรับรอมฎอน ก็เหมือนกับ สุหยูด ซะห์วีย์ในละหมาด ซะกาตฟิตร์จะชดเชยความบกพร่องของการถือศีลอด เช่นเดียวกับสุหยูดซะห์วีย์ก็จะชดเชยความบกพร่องของละหมาด |
|
ท่าน รอซูลุ้ลเลาะห์(ซ.ล.) กล่าวว่า ภาษาอาหรับ ท่านจงทำความดีติดตามความชั่วเถิด เพราะความดีสามารถลบล้างความชั่วได้ (รายงานโดยอะห์มัดและตริมิซี) |
|
เงื่อนไขที่ทำให้จำเป็นต้องจ่ายซะกาตฟิตร์ เงื่อนไขที่ทำให้จำเป็นต้องจ่ายซะกาตฟิตร์ คือ เป็นเสรีชน นับถือ ศาสนาอิสลาม มีทรัพย์ที่เกินความ ต้องการของตน และ คนที่ตนจำเป็นต้องจ่ายค่าเลี้ยงดู ในวันอีด และ คืนหลังวันอีด และมีชีวิตอยู่ทันได้ พบกับส่วนหนึ่งของเดือนรอมฎอน และ ส่วนหนึ่งของเดือน เซาวาล ดังนั้น ทาสจึงไม่จำเป็นต้องจ่าย ซะกาตฟิตร์ เพราะทาสไม่มีทรัพย์เป็นของตนเอง แต่เจ้าของทาสจะต้องจ่าย ซะกาตแทน ทาส ของตน และคนขัดสนที่ไม่มีทรัพย์เหลือพอ เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับตนเอง และ คนในครอบครัวในวันอีด และ คืนหลังวันอีดก็ไม่จำเป็น ต้องจ่าย ซะกาตฟิตร์ สำหรับคนที่เสียชีวิต ก่อนตะวันตก ในวันสุดท้ายของ เดือนรอมฎอน และทารกที่คลอดภายหลังตะวันตก ในวันสุดท้ายของเดือน รอมฎอน ก็ไม่จำเป็นต้องจ่าย ซะกาตฟิตร์เช่นเดียวกันเพราะขาดเงื่อนไข |
หลักฐานที่ยืนยันว่า ซะกาตฟิตร์เป็นวาญิบ หลักฐานที่ยืนยันว่า ซะกาตฟิตร์เป็นวาญิบ คือ หะดิษ ที่รายงานจากท่าน อิบนุอุมัร (ร.ด.) ว่า ภาษาอาหรับ ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ (ซ.ล.) ได้กำหนด ซะกาตฟิตร์ของเดือนรอมฎอนไว้จำนวน หนึ่งซออ์ จากผล อินทผลัม หรือ หนึ่งซออ์จากข้าวสาลีเหนือทุกคนที่เป็นเสรีชน หรือ เป็นทาส เป็นเพศชาย หรือ เพศหญิง ที่เป็นมุสลิม |
ปริมาณที่ต้องจ่ายเป็นซะกาตฟิตร์ ปริมาณที่แต่ละคนต้องจำเป็นต้องจ่ายเป็นซากาตฟิตร์ คือ หนึ่งซออ์ จากอาหารที่ชาวเมืองที่ผู้จ่าย ซะกาตหรือผู้ที่ถูกจ่ายซะกาตแทน ให้อาศัยอยู่ส่วนใหญ่ใช้เป็นอาหารหลัก เช่น ข้าวสาลี ข้าวบาเลย์ ข้าวสาร ถั่ว หรือ แป้ง และถ้าหากจะจ่ายอาหารที่ไม่ใช่เป็นอาหารหลัก ของคนส่วนใหญ่ แต่เป็นอาหาร ที่มีคุณภาพที่ดีกว่าก็ถือว่าใช้ได้ ตาม มัซฮับ ซาฟีอี จะออกราคาอาหาร ( คือออกเงินที่มีมูลค่าเท่ากับอาหาร) แทนอาหารหนักไม่ได้ แต่จำเป็นต้องออกอาหารหนักที่นิยมกันเป็นส่วนใหญ่ในประเทศนั้น
มัซฮับ ฮะนาฟี อนุญาตให้ออกราคาอาหาร (คือออกเงินที่มีมูลค่าเท่ากับอาหาร) แทนการออกอาหารได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ราคาย่อมเป็น ประโยชน์แก่คนยากจนมากกว่าอาหาร และเข้าถึงเป้าหมายได้มากกว่า และไม่มีข้อห้ามถ้าจะตาม(ตักลีด)มัซฮับนี้ ถ้าหากผู้ที่ต้องออกซะกาตให้ เช่น พ่อ หรือ สามี อยู่ เมืองหนึ่ง และผู้ที่ถูกออกแทนให้ เช่น ลูก หรือ ภรรยาอยู่ อีกเมืองหนึ่ง ให้พิจารณาอาหารหลักใน เมืองของผู้ที่ถูกออกแทน ให้เป็นเกณฑ์ และต้องจ่ายซะกาตฟิตร์ในเมืองของผู้ที่ถูกออกแทนให้ ทั้งนี้เพื่อรักษาความรู้สึกของคนยากจนในเมืองนั้น สำหรับ หนึ่งซออ์นั้นมีน้ำหนักประมาณ 2.4-2.8 กิโลกรัม |
เวลาที่ต้องจ่ายซากาตฟิตร์ อนุญาตให้จ่ายซากาตฟิตร์ตั้งแต่เข้าเดือนรอมฎอน แต่สุนัตให้จ่ายซะกาตฟิตร์ให้แล้วเสร็จก่อน ละหมาดอีดิ้ลฟิตร์ และ มักโร (ไม่ควรกระทำ) ที่จะนำซะกาตไปจ่ายหลังละหมาดอีด แต่ถ้าหากมีเหตุผล เช่นรอญาติใกล้ชิดหรือเพื่อนบ้านมารับซะกาตฟิตร์ ก็สุนัตให้จ่ายหลังละหมาดอีด ที่ดีนั้น ควรรีบจ่ายซะกาตฟิตร์เพื่อคนยากจนจะได้นำไปเปลี่ยนเป็นอาหารในเดือนรอมฎอน และ เพื่อให้มีเวลามากพอที่จะแลกเปลี่ยน และจัดเตรียมสิ่งจำเป็น สำหรับตนเองและลูกเมียได้ทันในวันอีด |
จะจ่ายซะกาตฟิตร์แทนใครบ้าง ผู้ชายที่เป็นเสรีชน จำเป็นต้องจ่ายในส่วนของตัวเองก่อน และต้องจ่ายแทนบุคคลที่ตนจำเป็นต้อง จ่ายค่าเลี้ยงดูให้ทุกคน ที่เป็นภรรยา หรือ ทาส หรือเป็น บิดามารดาหรือลูกหลาน แม้จะเป็นภรรยาที่ ถูกหย่าแบบที่สามารถคืนดีกันได้ (รอจอีญะห์) หรือ ถูกหย่า แบบ ที่คืนดีกันไม่ได้แต่ตั้งครรภ์ก็ตาม ส่วนภรรยาที่ดื้อดึงไม่อยู่ในโอวาท ของสามีนั้น สามีไม่จำเป็นต้องจ่ายซะกาตฟิตร์แทนให้ เพราะ ในขณะนั้น สามีไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูให้ แต่ภรรยาจำเป็นต้องจ่ายซะกาตฟิตร์เองถ้าหากเป็นคนรวย ในกรณีที่สามีเป็นคนจน และภรรยาเป็นคนรวย สามีไม่จำเป็นต้องจ่ายซะกาตฟิตร์แทนให้ เพราะ สามี จน และภรรยาก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายซะกาตฟิตร์ของตนเอง ทั้งนี้เพราะภรรยาได้มอบตัวให้แก่สามี โดยสมบูรณ์แล้ว แม่ จำเป็นต้องจ่ายซะกาตฟิตร์แทนลูกของตน ที่เกิดนอกสมรส (ลูกที่เกิดจากซินา) เพราะแม่เป็นผู้ที่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูให้ พ่อ ไม่จำเป็นต้องจ่ายซะกาตฟิตร์แทนลูกที่เป็นผู้เยาว์ของตน ที่มีทรัพย์สินเป็นของตนเองใน ขั้นร่ำรวย แต่ลูกผู้เป็นผู้เยาว์จำเป็นต้อง จ่ายซะกาตฟิตร์จากทรัพย์สินของตนเอง ถ้าหากพ่อเอาทรัพย์ส่วนตัวของตนจ่ายแทนให้ ก็ถือว่าอนุญาตให้กระทำได้ สำหรับลูกที่ยังเล็กๆ ยังไม่บรรลุศาสนภาวะ และไมมีทรัพย์สินเป็นของตนเอง ถือเป็นภาระ ที่พ่อจะต้องจ่ายซะกาตฟิตร์แทนให้ ส่วนบุตรที่โต จนบรรลุนิติศาสนภาวะแล้ว และสามารถประกอบอาชีพหารายได้ มีรายได้เป็นของ ตนเองแล้ว พ่อก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายแทนให้ แต่บุตรที่โตแล้วนั้นจำเป็นต้องจ่ายซะกาตฟิตร์เอง ถ้าหากพ่อจ่ายแทนให้ ก็ถือว่าซะกาตฟิตร์นั้น ยังไม่พ้นไปจากลูก นอกจากต้องได้รับอนุญาตจากลูกเสียก่อน เพราะเรื่องนี้พ่อจะกระทำโดยพละการไม่ได้ ส่วนลูกผู้หญิงนั้น พ่อจะต้องรับภาระจ่ายซะกาตฟิตร์แทนให้ จนกว่าจะแต่งงาน สามีจึงรับภาระ ในการจ่ายซะกาตฟิตร์แทน หรือ ลูกผู้หญิงมีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ ก็ให้จ่ายซะกาตฟิตร์เอง ส่วนเด็กกำพร้า (ที่บิดาตาย) ผู้ที่ต้องจ่ายซะกาตฟิตร์แทนให้ก็คือ ปู่ของเด็กและผู้ที่มีศักดิ์สูงกว่าปู่ ขึ้นไป แต่ถ้าหากไม่มีปู่ หรือ ผู้ที่ศักดิ์สูงกว่าปู่ขึ้นไป ผู้ที่ต้องจ่ายซะกาตฟิตร์แทนเด็กกำพร้า โดยจ่าย จากทรัพย์ของเด็กเอง ก็คือ ผู้ที่ได้รับคำสั่งเสียให้ดูแลเด็ก (วะซีย์) หลังจากนั้นคือเจ้าหน้าที่ดูแลเด็กกำพร้าของรัฐ (กอยยิม) หลังจากนั้นคือ ฮากิม และ อันดับสุดท้าย คือ บุคคลที่ได้รับความวางใจให้ดูแลเด็กกำพร้า ถ้าหากเด็กกำพร้าไม่มีทรัพย์ของตนเอง ก็ถือว่าซะกาตฟิตร์หลุดพ้นไป ไม่มีอะไรติดตัว
|
ถ้าหากเขาไม่มีทรัพย์เพียงพอที่จะจ่ายซะกาตฟิตร์ให้แก่ทุกคนที่เขาจำเป็นต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูได้ ก็ให้เขาจ่ายให้พ้นตัวของเขาเองก่อน ลำดับต่อไปก็ภรรยาของเขา ลูกคนเล็ก พ่อ แม่ของเขา และลูกที่โตแล้ว ซึ่งยังไม่สามารถประกอบอาชีพเองได้
| |
จ่ายซะกาตฟิตร์ให้ใคร นักวิชาการ มีความเห็นพ้องต้องกันว่า ซะกาตฟิตร์นั้นให้จ่ายแก่บุคคลทั้งแปดจำพวกที่มีสิทฺรับซะกาต ภาษาอาหรับ ซะกาตนั้น จะตกเป็นของคนยากไร้ คนขัดสน เจ้าหน้าที่ซะกาต ผู้ที่ศรัทธาใหม่ ในเรื่องไถ่ตัวทาส คนที่มีหนี้สินในวิถีทางของอัลเลาะห์ และ คนเดินทาง เป็นข้อกำหนดจาก อัลเลาะห์ และ อัลเลาะห์ทรงรอบร็ยิ่ง ทรงเชี่ยวชาญยิ่ง (อัตเตาบะห์ 60)
1. คนยากไร้ (มิสกีน) ได้แก่คนที่มีทรัพย์ไม่พอเป็นค่าอาหาร ค่าเครื่องนุ่งห่ม และ ค่าที่พัก เช่นต้องการใช้จ่ายวันละหนึ่งร้อย แต่หาได้เพียงสามสิบ เป็นต้น 2. คนขัดสน(ฟะกีร) ได้แก่ คนที่มีรายรับไม่พอกับรายจ่าย เช่น ต้องการใช้วันละ หนึ่งร้อย หาได้แปดสิบ เป็นต้น 3. เจ้าหน้าที่รับซะกาต (อามิ้ล) ได้แก่คนงาน เจ้าหน้าที่ และ คนเก็บซะกาต ที่ผู้นำ จำเป็นต้องใช้คนเหล่านี้ ในการจัดเก็บรวมรวม และ แจกจ่ายซะกาต 4. ผู้ศรัทธาใหม่ (มุอาลัฟ) คือผู้ที่เพิ่งเข้ารับอิสลาม และการจ่ายซะกาตให้เขา จะทำให้ศรัทธาของเขามั่นคงมากขึ้น 5. ในการไถ่ตัวทาส ได้แก่ทาส (มุกาตับ) ที่ทำสัญญา ไถ่ถอนตนเองจากการเป็นทาส โดยหาเงินมาจ่ายให้ผู้เป็นนาย เป็นงวดๆ เมื่อจ่ายครบก็จะเป็นอิสระ 6. คนมีหนี้สิน (ฆอริม) คือ คนที่มีหนี้สินมาก ไม่สามารถชดใช้ได้ โดยที่การกู้ยืมของเขา เป็นการกู้ยืมเพื่อกระทำสิ่งที่ไม่ผิดบทบัญญัติของศาสนา 7. ในวิถีทางของอัลเลาะห์ (ฟีสะบีลิ้ลลาห์) คือ นักรบอาสาสมัคร ในสงครามป้องกันศาสนา โดยไม่มีค่าตอบแทน และ ไม่มีเงินเดือน บางทัศนะว่าหมายถึงกิจกรรมทางศาสนาทั่วไป โดยไม่ได้เจาะจงเฉพาะนักรบอาสาสมัครเท่านั้น เช่น สร้างโรงเรียน 8. คนเดินทาง (อิบนุสะบีล) หมายถึงคนเดินทาง ที่ การเดินทางของเขา มีวัตถุประสงค์ ที่ไม่ผิดหลักศาสนา แม้จะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวก็ตาม
|
วิธีการจ่ายซะกาตฟิตร์ ตวงข้าวสาร ตาม จำนวน ที่ต้องจ่าย คือ คนละประมาณ สองกิโลกรัม กับอีก สี่ถึงแปดขีด ให้ครบจำนวนคน ที่ตนจำเป็นต้องจ่ายแทนให้ เช่น ภรรยา บุตร และ พ่อ แม่ ใส่ข้าวสารลงในภาชนะเดียวกันทั้งหมด หลังจากนั้นให้เขาตั้งเจตนา (เนียต) ครั้งเดียวว่า นี่คือซะกาตฟิตร์ของข้าพเจ้า และ ของคนที่ข้าพเจ้าต้องจ่ายแทนให้เขา ในกรณีที่แยกเป็นถุงๆละ สอง กิโลกรัมกับอีก สี่ถึงแปดขีด ให้เขาตั้งเจตนา (เนียต) ให้แก่ตัวเขาเองก่อน เมื่อหยิบถุงขึ้นมาให้กล่าวว่า นี่คือซะกาตฟิตร์ของข้าพเจ้า หลังจากนั้นก็จ่ายแทนให้แก่ภรรยา โดยตั้งเจตนาว่า นี่คือซะกาตของภรรยาข้าพเจ้า หลังจากนั้นก็จ่ายแทนให้แก่บุตร โดยตั้งเจตนาว่า นี่คือซะกาตของบุตรข้าพเจ้า ชื่อ ...(ใส่ชื่อบุตร) ตั้งเจตนา (เนียต) อย่างนี้ จนครบทุกคน หลังจากนั้นก็นำออกแจกจ่ายแก่พวกที่มีสิทธิที่จะได้รับ |