อัสลามมุอลัยกุมค่ะพี่น้องร่วมศรัทธาที่รักยิ่ง
ก่อนอื่นมอมแมม อยากจะอธิบาย ถึงความเข้าใจจากที่ได้ศึกษามาถึงพฤติกรรม
ระหว่างการจีบกับการพูดคุยว่ามันแตกต่างกันอย่างไร และขอบอกเลยว่า
พฤติกรรมทั้งสองนั้นมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ
พฤติกรรมของการจีบ
ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นสำหรับคนอิมานอ่อนและมีหัวใจเป็นโรค ก็เลยนิยมพูดจาในทำนองเกียวพาราสี ฉันท์ชู้สาว
ซึ่งเป็นสาเหตุของการก่อให้เกิดฟิตนะฮ ต่าง ๆ ตามมา
เช่น แอบกระซิบหรือพูดเบา ๆ เพื่อไม่ให้มะรอมของฝ่ายหญิงได้ยินทำนองว่า
- ผมชอบคุณจัง หรือแอบรักคุณมานานแล้ว
- แหมไม่ได้เห็นหน้ามา 2 วัน คิดถึ๊ง คิดส์ถึง จริง ๆ
- หรือ เมื่อคืนฝันถึงตัวเองด้วยแหระฝันว่าเราไปเที่ยวกันเดินจูงมือกันไปที่ไหนไม่รู้
แต่เหมือนเดินอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ส๊วย ๆๆ
- หรือแบบว่า ตัวเองใส่เสื้อตัวนี้สวยจัง แหม ! รับกับแก้มสีชมพูเล๊ย
- หรือ เค้ามองหน้าตัวเองแล้วใจมันสั่นอยากแต่งงานกะตัวเองเร็ว ๆ จัง!
ส่วนการพูดคุยที่ได้กระต่อหน้ามะรอมของฝ่ายหญิง สำหรับผู้มีอิมานที่หัวใจมิได้เป็นโรค
เค้าจะพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพแบบปกติธรรมดาไม่ได้ดัดจริต หรือ มีการปรุงแต่งทำเสียงเก็กหล่อ
หรือ ฝ่ายหญิงทำเสียงสวย หวาน แต่ทุกสิ่งนั้นตั้งมันอยู่ด้วยหัวใจอันบริสุทธิ
ทั้งนี้ เพื่อหวังที่จะเรียนรู้หรือศึกษานิสัยใจคอเพื่อให้เกิดความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
ในหนทางของอัลลอฮ ต่อไปในอนาคต หากมีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกัน เช่น
- สบายดีไหมครับ ทำงานเป็นงัยบ้างครับ มีปัญหาอะไรบ้างใหม ?
- ชอบอ่านหนังสือศาสนาแนวไหนครับ ชอบอ่านอาจารย์ท่านใดเป็นพิเศษ
- หรือไม่ก็ ถามแนวคิดการเมือง ศาสนา
เพราะคำตอบ หรือแนวคิดของแต่ละฝ่าย พร้อมทั้งลักษณะและบุคคลิกการพูดจามันจะสามารถทำให้
เราเข้าใจและตัดสินใจในระดับหนึ่งได้เลยว่า คนแบบนี้ คนชนิดนี้จะอยู่ร่วมกันกับเราได้มากน้อยแค่ไหน?
เพราะมอมมแมม เคยเจอมากับตัวเอง กับบางคนที่ต้องการมาสู่ขอ ใคร ๆก็บอกว่าเป็นคนอิมานดี
แต่มอมแมม บอกยังไม่ตกลงขอให้มามาพูดคุยทำความรู้จักกันภายใต้กรอบของศาสนา ต่อหน้าพ่อแม่ก่อน
เค้าก็มา ก็คุยกันไปคุยกันมา ท้ายสุด มอมมแมม บอกแม่ว่าไม่เอาไม่ต้องมาขอ
เพราะพูดจาจ้องแต่จะโม้โอ้อวด ตะกับบูรในสรรพคุณของตัวเองเป็นที่หนึ่งเลย(เค้าจบโทต่างประเทศ)
ส่วนเรื่องแนวความคิดไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองหรือศาสนา หรือทัศนะคติต่าง ๆที่เกิดขึ้นในสังคม
ก็ไม่ค่อยรับฟังความเห็นใคร ? เอาแต่ตัวเองถูกอย่างเดียว โม้ ส่งเสียงดัง
มอมแมม ทนคุยได้ไม่กี่ครั้ง ก็แทบประสาทกิน ..ยังนึกขอบคุณอัลลอฮ ว่าดีนะเนี่ยที่มีโอกาสรู้นิสัยกันก่อน
ขืนแต่งไปคงอยู่ด้วยกันไม่ได้แน่ ๆ เพราะเตือนขณะที่กำลังโอ้อวด ก็แบบไม่ฟังแถมยังเถียงอีกว่า
ก็คนมันมีจริง ๆ (เค้ารวย) ไม่ได้โม้ หุ หุ
และบางคนดังที่ มอมมแมม เคยเล่าให้ฟังแล้วเค้าเป็นเกย์แต่แกล้งมาทำ แอ๊บแมน
จะมาขอมอมแมมแต่งงานเพราะอยากมีครอบครัว นี่ดีนะที่ได้มีโอกาสให้มาพูดคุยหากไม่มีโอกาส ได้เรียนรู้
ได้พูดคุย มองแต่เพียงเห็นเค้าดูท่าที มี อีมานเป็นที่ยอมรับ ของคนในสังคม และก็ตัดสินใจแต่งงานไป
โดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดแล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อมาล่ะ
ลองคิดดูก็แล้วกัน ถ้าหากเป็นตัวพี่น้องเอง หรือเป็นลูกสาวของพี่น้องเจอเองแล้วจะแก้ปํญหา อย่างไร
เมื่อมาเจอคนวิปริต เช่นนี้
ที่เล่ามานั้น ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการแต่ง ก่อนจีบหรือสนับสนุนให้มีการจีบก่อนแต่ง
เพียงแต่อยากให้พี่น้อง เข้าใจถึงพฤติกรรมระหว่าง การจีบกับการพูดคุยเพื่อเรียนรู้นิสัยใจคอ ว่าระหว่างสองสิ่งนั้นมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ต่อไปเราจะได้คุยกันแบบไม่หลงประเด็นค่ะ
----//
อัสลามุอลัยกุมค่ะบังอับดุลลอฮ และพี่น้องที่รักยิ่ง
บังค่ะจากที่ได้อ่านความเห็นของบัง มอมแมมก็เลยต้องขออนุญาตชี้แจงถึงมุมมองของศาสนา
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวตามที่เคย ได้ฟังบรรยายธรรมจาก บรรดานักวิชาการศาสนา และ จากการศึกษาตามหนังสือศาสนา สำหรับเรื่อง การดู และการมอง ดังนี้ค่ะ
|
ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า " การมองสตรีโดยมิได้ตั้งใจถือว่าไม่มีความผิด แต่หากมองซ้ำอีก (เป็นครั้งที่สอง) ถือว่ามีความผิด " (บันทึกโดยติรมิซีย์) |
หะดีษอีกบทหนึ่งท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า
|
" การทำซินา (การละเมิดประเวณี) ทางสายตา คือการมอง(สิ่งหะรอม) " (บันทึกโดยติรมิซีย์) |
หรือที่ ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า
|
"ดวงตาทั้งสองทำซินา กล่าวคือ การทำซินาของดวงตา คือการมอง" (บันทึกโดยบุคอรีย์) |
ในเรื่องคำสั่งห้ามในการมอง ข้างต้น ตามที่ได้ฟังจากนักวิชาการมานั้น
ความหมายก็คงเป็นดังที่เราทั้งหลายได้เข้าใจกันอยู่แล้วว่า หมายถึง การมองหญิงอื่นทั่ว ๆ ไป
โดยมิได้มีจุดประสงค์ หรือ มีเจตนาอันบริสุทธิ์เป็นที่ตั้ง
นั่นคือมิได้มีเจตนาหรือมีความตั้งใจตั้งแต่แรกที่จะแต่งงานด้วย ถึงแม้จะเป็นการมองด้วยความบังเอิญ
โดยมิได้มีเจตนาหรือ เป็นการมองโดยเจตนาก็ตาม
และหากการมองครั้งแรกโดยมิได้มีเจตนานั้นก็ถือว่า ไม่มีโทษอันใด
แต่ ท่านนบี ก็ได้สั่งห้ามมิให้มีการมองซ้ำอีกเป็นสองหรือ สามครั้งตามมา เพราะการมองซ้ำไปมานั้น
มันจะก่อให้เกิดโรคขึ้นในหัวใจ
นั่นคือ โรคแห่งตัณหา และสิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือมันจะเป็นหนทางนำไปสู่การฟิตนะฮ
หรือนำสู่ความผิดในฐาน ซินาทางตา ตามมาค่ะ เพราะจุดมุ่งหมายของศาสนานั้นคือ ต้องการตีกรอบหรือปิดช่องทางสำหรับการกระทำในทุกสิ่ง ซึ่งจะเป็นหนทางนำไปสู่การซินา เป็นที่ตั้งค่ะ
ส่วนการดู นั้น ความหมายของศาสนา หมายถึง การดูผู้หญิง ที่ผู้ชายมีจุดประสงค์ที่ต้องการจะแต่งงานด้วย และการดูนั้น ต้องกระทำภายใต้ขอบเขตที่ศาสนาอนุญาตเท่านั้นและต้องเป็นการดูที่มีเจตตาอันบริสุทธิ์
เป็นที่ตั้ง ทั้งนี้เพื่อจุดมุ่งหมาย ที่จะก่อ ให้เกิดความรักความพอใจต่อกัน ก่อนที่ทั้งสองจะตัดสินใจแต่งงานกัน
ดังที่มีรายงานจาก ท่านอบูฮูรอยเราะฮ ได้เล่าว่ามีชายคนหนึ่งมาหาท่านศาสดา และได้บอกกับท่านว่า
เขาได้ทำสัญญาที่จะ แต่งงานกับหญิงชาวอันศอรฺ ท่านศาสดาจึงได้ถามว่า
เจ้าดูเธอแล้วหรือยัง!
ชายผู้นั้นกล่าวว่า ยัง
ท่านนบีจึงกล่าวว่า
ถ้าเช่นนั้นจงไปดูเธอก่อน เพราะในตาของชาวอันศอรฺนั้นมีอะไรบางอย่างอยู่
(หมายถึงผู้หญิงชาวอันศอรฺบางคนมีข้อบกพร่องที่ตา)
รายงานโดยมุสลิม
และขอยกฮะดิษเดิมที่ท่านนบีกล่าวไว้ว่า
ฉันได้ขอผู้หญิงแต่งงานและท่านรซูลได้ถามฉันว่า ฉันได้ดูเธอแล้วหรือยัง เมื่อฉันตอบว่ายัง
ท่านก็กล่าวว่าจงมองดูเธอเพราะมันอาจสร้างความรักขึ้นระหว่างท่าน
ฉันจึงได้ไปหาพ่อของเธอและบอกถึงสิ่งที่ท่านศาสดาแนะนำ
พ่อแม่ฝ่ายหญิงดูท่าว่าจะไม่ยอมรับ! แต่พอลูกสาวได้ยินการสนทนาจากห้อง
นางจึงกล่าวว่า
ถ้าหากท่านศาสดาได้บอกให้ท่านดูฉันแล้วละก็ จงดู
ดังนั้น ฉันจึงดูเธอ แล้วต่อมา..ก็แต่งงานกับเธอ*
รายงานโดย อะฮฺมัด, ติรมีซีม, อิบนุ มาญะฮ ,ดาริมี และ อิบนุ ฮิบบาน
และท่านนบียังได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกว่า
เมื่อใครคนหนึ่งคนใดในพวกท่านขอผู้หญิงแต่งงาน
ถ้าหากเขาสามารถที่จะดูสิ่งที่จะชวนให้เขาแต่งงานกับเธอแล้ว เขาก็ควรทำเช่นนั้น
รายงานโดยอบูดาวูด
ในตัวบทฮะดิษข้างต้น ถึงแม้ท่านนบีจะไม่ได้จำกัดขอบเขตแห่งการดู สำหรับมุฆีเราะฮหรือผู้ชายที่จะดูผู้หญิงที่ตนประสงค์จะแต่งงานด้วยก็ตาม แต่บรรดานักวิชาการศาสนาได้ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ ไว้ว่า
การดูผู้หญิงที่ปรารถนาจะแต่งงานนั้น ให้จำกัดอยู่เพียงใบหน้าและฝ่ามือเท่านั้น
แต่อย่างไรก็ตามเป็นที่อนุญาตให้ชายดูได้ตราบที่หัวใจของเขายังบริสุทธิ์ปราศจากอารมณ์ใคร่
และถ้าหากผู้ชายมีใจบริสุทธิ์ในการแต่งงาน เขาก็ได้รับอนุญาตให้ดูผู้หญิง
โดยที่ครอบครัวของนางจะรู้หรือไม่รู้ก็ได้ ดังที่
|
ญะรีรฺ อิบนิ อับดุลลอฮ ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องภรรยาของเขาว่า
ก่อนการแต่งงาน ฉันเคยซ่อนตัวอยู่ใต้ต้นไม้เพื่อมองดูเธอ |
และจากฮะดิษที่ได้ยกข้างต้น ในเรื่องที่ว่า แม้แต่พ่อของหญิงก็ไม่สามารถกีดกันฝ่ายชายที่ไปสู่ขอ
มิให้ดูตัวหรือพูดคุยกับผู้หญิงได้
เพราะชารีอะฮของอัลลอฮนั้นย่อมอยู่เหนือประเพณี จึงเป็นไปไม่ได้ ที่กฎหมายของอัลลอฮ
จะอยู่ใต้ประเพณีและความพอใจของมนุษย์ แต่ทั้งนี้ก็ตามถึงแม้จะได้มีการสู่ขอกันแล้ว
หากยังมิได้แต่งงานกัน ก็ไม่เป็นที่อนุญาตให้ไปไหนมาไหนกันโดยลำพังสองต่อสองได้ แต่อย่างใด
ซึ่งในตัวบทฮะดิษข้างต้นนั้น รวมไปถึงการอนุญาตให้ไปนั่งคุยที่บ้านของเธอหรือ ไปไหนกับเธอ
พร้อมกับพ่อแม่ของเธอหรือมะฮฺริมของเธอ ที่ทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มครองเธอ เช่นเมื่อเวลาไปเยี่ยมญาติพี่น้องหรือไปยังที่สาธารณะ
โดยที่เธอต้องคลุมร่างกายให้มิดชิด (คลุมฮิญาบ) ซึ่งวิธีการเช่นนี้เอง ที่ผู้ชายจะมีโอกาสเรียนรู้ถึงพฤติกรรมของเธอ และเธอก็เรียนรู้ถึงพฤติกรรมของเขาและ รวมถึงการเรียนรู้ในบุคลิกภาพของกันและกัน
|
และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่ง ของ ฮะดีษที่ ท่าน นบี ได้กล่าวว่า จงดูสิ่งที่จะชวนให้เขาแต่งงานกับเธอ (อัล-บะฮี อัล-คูลี ในหนังสือเรื่อง อัล-มัรอะฮ บัยนัล บัยต วัล-มุจญ์ตะมะอฺ) |
จากทั้งหมดที่กล่าวข้างต้นนั้น มอมแมม มิได้มีเจตนาที่จะคัดค้านในความคิดเห็นหรือ
มุมมองของบังอับดุลลอฮ และในความเห็นที่พี่น้องทั้งหลายได้กล่าวกันมา แต่ทุกสิ่งที่ยกมากล่าวทั้งหมดนั้นมันมิได้เกิดจากความคิดหรือมุมมองของตัวเอง เพราะลำพังตัวมอมแมมเองแล้ว
ความรู้นั้นมีแค่เสมือนเพียงฝุ่นดินเท่านั้น แต่สำหรับทุกสิ่งที่กล่าวข้างต้นนั้นมันคือความเห็น ซึ่งได้ยกมาจากนักวิชาการศาสนาทั้งหลายที่เคยได้ฟัง ได้อ่านและได้เล่าเรียนมาค่ะ
เพราะเราต้องไม่ลืมว่า อิสลามซึ่งเป็นศาสนาของอัลลอฮนั้น มิใช่เป็นแค่เพียงทฤษฏีที่ตั้งอยู่
บนการสมมุติฐานเท่านั้น แต่อิสลามคือ แนวทางแห่งการดำเนินชีวิต ที่เป็น ความจริง และปฏิบัติได้จริง อิสลามเป็นศาสนาที่ตรงและง่าย ซึ่งมิได้สวนทางกับธรรมชาติในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ในทุกกรณี อิสลามมิได้เป็นศาสนาที่ใจแคบ และบีบบังคับให้มนุษย์กระทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับความเป็นธรรมชาติ
ของอารมณ์ในตัวตนของมนุษย์ เพราะอัลลอฮมิได้ทรงประสงค์ที่สร้างภาระและ ความยากลำบาก
ให้เกิดขึ้นกับทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณต่อบ่าวของพระองค์ และ
สิ่งสำคัญที่จะต้องคำนึงสำหรับการตีความในฮะดิษและตัวบทในอัลกุรอานนั้น
เราไม่สามารถตีความเอาจากความรู้สึกหรือความพอใจของตัวเองเป็นที่ตั้งได้
เพราะในบางครั้งหรือแทบจะทั้งหมด เราต้องอาศัยผู้รู้จากผู้รู้ทางด้านศาสนาเป็นผู้ตีความ
เพราะบางครั้งในฮะดิษหรือกุรอานนั้น ได้กล่าวเป็นนัยยะ โดยมิใช่การที่จะยึดตามตัวอักษรอย่างตายตัว
ซึ่งจำเป็นจะต้องรู้ถึงที่มาหรือสาเหตุแห่งการลงกุรอานหรือคำสั่งใช้หรือห้ามด้วย ว่า
เพราะอะไรถึงกล่าวในเรื่องนั้นเช่นนี้ และกล่าวขึ้นในช่วงเหตุการณ์ใด และครอบคลุมในเรื่องใด
และยกเว้นในเรื่องใดบ้าง
เพราะการตัดสินใจและเงื่อนไขทุกสภาพการณ์ทุกอย่างนั้นมีความรอบรู้ของ อัลลอฮฺ
อยู่เบื้องหลังแทบทั้งสิ้น ซึ่งพระองค์ทรงรู้ถึงการเริ่มต้นและการสิ้นสุดของทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ดังนั้นสิ่งที่เราทั้งหลายต้องพึงระวังก็คือ การกล่าวห้ามในสิ่งที่ อัลลอฮ และรซูล ของพระองค์
ได้ทรงอนุญาต และการอนุญาตในสิ่งที่ อัลลอฮ และรซูล ของพระองค์ได้ทรงห้ามไว้
เพราะมันคืออันตรายเป็น อย่างหนึ่งเลยทีเดียว
ดังที่อัลลอฮ ได้ทรงตรัสไว้ว่า
และจงอย่ากล่าวตามที่ลิ้นของสูเจ้าอ้างการมุสาว่า นี่เป็นที่อนุมัติ และนี่เป็นที่ต้องห้าม
เพื่อสูเจ้าจะกุการมุสาต่อ อัลลอฮ แท้จริง บรรดาผู้กุการมุสาต่ออัลลอฮ นั้นไม่เจริญ
กุรอาน 16 :116
NOTE ดังนั้นถึงอย่างไร มอมแมม ก็ขอย้ำว่าต้องการใช้สิทธิในการดู-พูดคุย
ด้วยใจบริสุทธิ์ตามเจตนารณ์ภายใต้กรอบที่ศาสนาอนุญาต เหมือนเดิมค่ะ
----------------------------------------------------------/
เราอยากให้คุณshabab jihadไปทบทวนกระทู้ตามลิงค์ข้างล่างนี้อีกทีนะคะ จะได้เข้าใจ และ
รับทราบถึงเหตุผลจากหลักฐานที่พี่น้องคนอื่นเขายกมาบ้างและที่สำคัญจะได้พบว่า หลักฐานที่
ท่านนบีได้ใช้ให้ปฏิบัติหรือแนะนำ สำหรับเพื่อเป็นทางออกให้บรรดาเศาฮาบะฮ หรือ สาวกของท่าน
ได้ปฏิบัติเพื่อการที่จะได้มีโอกาสเรียนรู้ในพฤติกรรมหรือทำความรู้จักกับผู้ที่เราคิดจะเลือกมาเป็นคู่ครอง
ซึ่งเป็นแบบฉบับแห่งความปลอดภัยโดยมิใช่เป็นการฝ่าฝืน หรือขัดต่อหลักการนั้น
ได้มีหลักฐานปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนเช่นเดียวกันค่ะ
เพราะอิสลามตามที่ท่านนบี นำมานั้นมิใช่เป็นศาสนาที่ใจแคบตึงเครียดมีแต่หนทางแห่งความมืดมน
และ ตีบตันพร้อมกับพยายามบีบบังคับเพื่อให้ผู้ศรัทธาปฏิบัติตามแบบกำปั้นทุบดินโดยไม่อาจแสวงหาทางออก
ซึ่งเป็นธรรมชาติที่สวยงาม ได้เลยจนกลายเป็นศาสนาที่มีแต่หนทางแห่งความเสี่ยงต่อความล่มสลายของทุกสิ่ง
ตามมา โดยเฉพาะกับเรื่องของสถาบันครอบครัว หรือคะ ถ้าหากเป็นเช่นนั้นแล้วละก็
รับรองได้ว่ามันคงมิใช่เป้าหมายของอิสลามอย่างแน่นอนค่ะ
และสำหรับการที่คุณได้ยกหลักฐานในเรื่องข้อห้ามของการมองในเพศตรงข้ามนั้น
รับรองได้ว่าพี่น้องทุกท่านในที่คงทราบดีอยู่แล้วและคงไม่มีใครปฏิเสธหลักฐานการห้ามในเรื่องนี้หรอกค่ะ
เพราะมีฮะดิษที่น่าเชื่อถือได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว
แต่อยากให้คุณได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการห้ามมอง กับ เรื่องการดู
ว่าที่คู่หมายที่เราต้องการจะแต่งงานด้วยให้ถ่องแท้กว่านี้ก่อนเถิดค่ะ
ว่ามันเหมือนหรือต่างกันมากน้อยแค่ไหน
และที่สำคัญมันมีข้อห้ามหรือข้อยกเว้นสำหรับกรณีใดและได้อนุญาตสำหรับกรณีใดไว้บ้างหรือไม่?
ส่วนเรื่องการที่คุณได้พยายามห้ามปรามหรือปิดกั้นหนทางสำหรับโอกาสที่จะทำความรู้จักกัน
ระหว่าง มุสลิมะฮ และ มุสลิมีนที่ต่างฝ่ายต่างมีเจตนาอันบริสุทธิเพื่อหวังจะเลือกเป็นคู่ครองต่อกันนั้น
อยากทราบว่าคุณเอาหลักฐานการห้ามโดยสิ้นเชิงเช่นนี้ มาจากไหนเพราะเท่าที่คุณกล่าวมา
มันก็คือเรื่องการห้ามมองซ้ำ ห้ามไปไหนกันสองต่อสองห้ามพูดจาที่จะก่อให้เกิดฟิตนะฮ
หรือการห้ามอยู่ด้วยกันเพียงสองต่อสอง
ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผู้ศรัทธาที่รู้หลักการทั้งหลายก็ทราบกันอยู่เต็มอกแล้ว
และคงไม่มีผู้ใดที่เพี้ยนไปสนับสนุนให้กระทำในสิ่งทุกสิ่งที่คุณกล่าวมานั้นหรอกค่ะ
แต่ที่เรายังไม่เข้าใจในเจตนาของคุณ เพราะไม่เคยเห็นหลักฐานอย่างชัดเจน
ก็คือเรื่องการห้ามเพื่อไม่ให้หญิงชายได้มีโอกาสเรียนรู้พฤติกรรมซึ่งกันและกัน
ถึงแม้จะได้กระทำภายใต้ภายใต้ขอบเขตตามที่ศาสนากำหนด และทั้ง ๆที่ได้มีหลักฐานและแนวทางปฏิบัติตามที่ท่านบีได้อนุมติให้กระทำได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว
อยากถามว่า การห้ามอย่างเด็ดขาดและโดยสิ้นเชิงของคุณนั้น
หมายถึงการที่คุณจะปฏิเสธไม่ยอมรับว่ามันมีหลักฐานที่ท่านนบีได้อนุญาตในเรื่องนี้ไว้ด้วยเหรอค่ะ
..มอมแมม .. งง.. ค่ะ
ที่มา มุสลิมไทย โดย มอมแมม